สรุปที่มาที่ไปที่ สหรัฐฯ ยึดเวเนซุเอลา

    สรุปที่มาที่ไปที่ สหรัฐฯ ยึดเวเนซุเอลา ในโพสเดียว และผลกระทบประชาชนเวเนซุเอล่าระยะยาวเป็นอย่างไร

สรุปข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ “ปฏิบัติการจับกุมประธานาธิบดีมาดูโร” หรือที่เรียกกันว่า สงครามสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ พร้อมที่มาที่ไปแบบเข้าใจง่ายที่สุดครับ:

  1. เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 3 มกราคม 2026? (The Event)

เมื่อวานนี้ (3 ม.ค. 2026) กองทัพสหรัฐฯ ภายใต้คำสั่งของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดปฏิบัติการทางทหารสายฟ้าแลบ (Surprise Attack) บุกโจมตีเป้าหมายสำคัญในกรุงคารากัส ประเทศเวเนซุเอลา

เป้าหมายหลัก: ไม่ใช่การยึดครองประเทศแบบถาวร แต่เป็นการ “จับตัวผู้นำ”

ผลลัพธ์: ทรัมป์ประกาศชัยชนะว่า หน่วยรบพิเศษ (คาดว่าเป็น Delta Force) สามารถบุกจับตัว นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และภรรยา (ซิเลีย ฟลอเรส) ได้สำเร็จ และนำตัวขึ้นเครื่องบินออกจากเวเนซุเอลาไปยังสหรัฐฯ แล้ว

ข้อหา: สหรัฐฯ ตั้งข้อหามาดูโรว่าเป็น “หัวหน้าขบวนการค้ายาเสพติด” (Narco-terrorism) และใช้ข้ออ้างนี้ในการบุกจับกุมเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีในนิวยอร์ก

  1. ที่มาที่ไป: ทำไมต้องบุก? (The Context)

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับ แต่เป็นการสะสมความตึงเครียดมาตลอดปี 2025 (ปีที่แล้ว) ครับ โดยมีชนวนเหตุสำคัญ 3 เรื่อง:

  1. โครงการ “Ya Casi Venezuela” และ เอริก ปรินซ์

ย้อนกลับไปช่วงปี 2024-2025 มีกระแสแคมเปญชื่อ “Ya Casi Venezuela” (แปลว่า: เกือบถึงเวลาของเวเนซุเอลาแล้ว) นำโดย เอริก ปรินซ์ (Erik Prince) ผู้ก่อตั้ง Blackwater (บริษัททหารรับจ้างชื่อดัง)

แคมเปญนี้ระดมทุนจากทั่วโลกเพื่อ “ปลดแอก” เวเนซุเอลา โดยมีข่าวลือหนาหูว่าจะเป็นการใช้กองกำลังเอกชนบุกเข้าไปโค่นล้มมาดูโร

แม้ตอนแรกดูเหมือนจะเป็นแค่คำขู่ แต่กลายเป็นว่านี่คือการปูทางสร้างกระแสความชอบธรรมให้สหรัฐฯ เข้าแทรกแซง

  1. การเลือกตั้งที่ถูกขโมย (ม.ค. 2025)

ต้นเหตุสำคัญคือการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งมาดูโรประกาศชัยชนะและสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 3 ทั้งที่นานาชาติ (และสหรัฐฯ) มองว่ามีการโกงเลือกตั้งอย่างมโหฬาร ทำให้สหรัฐฯ ประกาศไม่ยอมรับรัฐบาลชุดนี้ และถือว่ามาดูโรเป็น “ผู้ยึดอำนาจเถื่อน”

  1. นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์

เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ (ในไทม์ไลน์นี้คือรับตำแหน่ง ม.ค. 2025) เขาใช้นโยบายสายเหยี่ยวเต็มตัว:

น้ำมัน: ทรัมป์ประกาศชัดเจนว่าต้องการคุมแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา (ซึ่งมีปริมาณสำรองมากที่สุดในโลก) เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของสหรัฐฯ

ยาเสพติด: ใช้ข้ออ้างเรื่องการปราบปรามแก๊งค้ายาข้ามชาติ เพื่อส่งกองเรือและเครื่องบินรบไปปิดล้อมน่านน้ำแคริบเบียนตลอดช่วงปลายปี 2025 ในชื่อ “Operation Southern Spear”

  1. สถานการณ์ล่าสุด (ณ วันนี้ 4 ม.ค. 2026)

ในเวเนซุเอลา: เกิดความโกลาหล ประชาชนสับสนว่าใครเป็นผู้นำประเทศ รองประธานาธิบดีพยายามรักษาการ แต่กองทัพเริ่มแตกแถว

ท่าทีสหรัฐฯ: ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะ “ดูแล” (Run) เวเนซุเอลาชั่วคราว จนกว่าจะมีการถ่ายโอนอำนาจที่เรียบร้อย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่านี่คือการยึดครองกลายๆ เพื่อตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดและคุมบ่อน้ำมัน

ถามว่า “สหรัฐฯ หวังดีจริงไหม?” เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบเดียวครับ เพราะขึ้นอยู่กับว่าคุณมองจากมุมไหน แต่ถ้าดูจาก “ข้อเท็จจริงและหลักฐาน” ที่ผมไปสืบมาให้ จะเห็นว่ามี 2 ด้านขนานกันเสมอครับ

นี่คือการวิเคราะห์เจาะลึกที่มาที่ไปและ “แรงจูงใจที่แท้จริง” (Ulterior Motives) ครับ:

  1. ฉากหน้า: “ความหวังดี” (Official Narrative)

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลสหรัฐฯ (ทรัมป์) บอกกับประชาชนของเขาและชาวโลก เพื่อความชอบธรรมในการใช้งบประมาณทางทหาร:

สงครามปราบยาเสพติด (War on Drugs): สหรัฐฯ อ้างว่า มาดูโร คือ “หัวหน้าแก๊งค้ายา” ที่ส่งโคเคนและเฟนทานิล (Fentanyl) เข้าไปทำลายสังคมอเมริกัน การจับกุมเขาคือการปกป้องชีวิตชาวอเมริกัน

เสรีภาพ (Freedom): อ้างว่ามาดูโรเป็นเผด็จการที่โกงการเลือกตั้งและทำให้ประชาชนอดอยาก การเข้าไปโค่นล้มคือการ “ปลดแอก” ให้ชาวเวเนซุเอลา

สิทธิมนุษยชน: อ้างเรื่องผู้อพยพเวเนซุเอลาหลายล้านคนที่หนีตาย จนกลายเป็นวิกฤตเพื่อนบ้าน

  1. ฉากหลัง: “ผลประโยชน์ล้วนๆ” (Realpolitik)

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า “ความหวังดี” เป็นเพียงข้ออ้าง ส่วนเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้สหรัฐฯ ยอมทุ่มงบมหาศาลคือเรื่องเหล่านี้ครับ:

🛢️ น้ำมัน (The Real Prize)

นี่คือเหตุผลเบอร์ 1 ครับ เวเนซุเอลามี “ปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก” (เยอะกว่าซาอุฯ)

ยึดคืน: ทรัมป์เคยพูดชัดเจนในอดีตว่า “เราน่าจะได้น้ำมันของเขามา” (We should have kept the oil) การโค่นมาดูโรจะเปิดทางให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ (เช่น Chevron) กลับเข้าไปดูดซับทรัพยากรนี้ได้เต็มที่

ความมั่นคงทางพลังงาน: สหรัฐฯ ต้องการแหล่งน้ำมันที่อยู่ใกล้บ้าน (Backyard) เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลางที่วุ่นวาย

🌎 ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)

เตะตัดขาจีน-รัสเซีย: ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวเนซุเอลาเป็นฐานที่มั่นสำคัญของ จีน และ รัสเซีย ในทวีปอเมริกาใต้ (มีการกู้เงินและขายน้ำมันให้จีน ซื้ออาวุธจากรัสเซีย) การยึดเวเนซุเอลาคือการ “ไล่” อิทธิพลของคู่แข่งออกจากหลังบ้านตัวเอง ตามหลักการ Monroe Doctrine

เชือดไก่ให้ลิงดู: เป็นการส่งสัญญาณเตือนประเทศอื่นๆ ว่า “อย่าขัดใจพี่ใหญ่”

  1. เรื่องงบประมาณ: “ไร้สาระ” หรือ “คุ้มทุน”?

ที่คุณถามว่าทำไมต้องใช้งบประมาณ “ไร้สาระ” นั้น ในมุมมองของนักธุรกิจอย่างทรัมป์ เขาอาจมองว่า “ไม่เสียเงินฟรี” ครับ

Oil Pays for It: มีแนวโน้มสูงมากที่สหรัฐฯ จะตั้งรัฐบาลใหม่และบังคับให้เวเนซุเอลา “จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม” หรือ “ค่าคุ้มครอง” ในรูปแบบของสัมปทานน้ำมันราคาถูก หรือรายได้จากการขายน้ำมัน

กระตุ้นเศรษฐกิจ: สงครามมักตามมาด้วยการจ้างงานในอุตสาหกรรมอาวุธและการก่อสร้าง (Military-Industrial Complex)

แต่ประวัติศาสตร์ไม่เคยโกหกใครครับ จากการศึกษา “ผลลัพธ์ระยะยาว” ของประเทศที่สหรัฐฯ เข้าไปทำสงครามหรือเปลี่ยนแปลงการปกครอง (Regime Change) ในลักษณะคล้ายกับกรณีเวเนซุเอลา (คืออ้างเรื่องเผด็จการ, ยาเสพติด หรือภัยคุกคาม) ผลที่ออกมามักจะเป็น “ฝันร้ายที่ยาวนานของประชาชน” มากกว่าความสุขสมหวังครับ

นี่คือสรุปบทเรียนจาก 4 เคสจริงในประวัติศาสตร์ที่ “ประชาชนต้องรับกรรม” หลังสหรัฐฯ เข้าไปช่วยครับ:

  1. อิรัก (2003): โมเดล “ยึดบ่อน้ำมันและโค่นผู้นำ”

กรณีนี้เหมือนเวเนซุเอลาที่สุด: เป็นประเทศรวยน้ำมัน ผู้นำเป็นศัตรู และสหรัฐฯ อ้างเรื่องอาวุธร้ายแรง (คล้ายที่อ้างเรื่องยาเสพติดกับเวเนซุเอลา)

สิ่งที่สหรัฐฯ สัญญา: อิสรภาพ, ประชาธิปไตย, และความมั่งคั่งจากน้ำมัน

ความเป็นจริงของประชาชน (20 ปีต่อมา):

บ้านแตกสาแหรกขาด: เกิดสงครามกลางเมืองและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Sectarian Violence) คนตายนับแสน คนไร้บ้านนับล้าน

กำเนิดปีศาจ: ความวุ่นวายหลังสงครามทำให้เกิดกลุ่มก่อการร้ายที่โหดเหี้ยมกว่าเดิมอย่าง ISIS

สาธารณูปโภคพังพินาศ: ไฟฟ้าดับ น้ำประปาไม่สะอาด ทั้งที่เป็นประเทศน้ำมัน แต่ประชาชนกลับยากจนลงกว่ายุคเผด็จการซัดดัมในหลายมิติ

  1. ลิเบีย (2011): โมเดล “กำจัดเผด็จการ”

กรณีนี้คล้ายกับข้ออ้างเรื่องสิทธิมนุษยชน: สหรัฐฯ และ NATO เข้าไปช่วยกบฏโค่นล้ม มูอัมมาร์ กัดดาฟี

สิ่งที่สหรัฐฯ สัญญา: ปลดแอกประชาชนจากทรราช

ความเป็นจริงของประชาชน:

รัฐล้มเหลว (Failed State): จากประเทศที่เคยรวยที่สุดในแอฟริกา กลายเป็นดินแดนไร้กฎหมาย มีรัฐบาล 2-3 ก๊กแย่งอำนาจกันเอง

ตลาดค้าทาส: น่าตกใจที่สุดคือ มีการเปิดตลาดค้ามนุษย์และค้าทาสกลางเมืองแบบเปิดเผย เพราะไม่มีตำรวจหรือรัฐบาลคอยคุม

สรุป: ประชาชนลิเบียจำนวนมากพูดตรงกันว่า “ชีวิตยุคเผด็จการยังปลอดภัยกว่ายุคเสรีภาพแบบไร้ขื่อแป”

  1. ปานามา (1989): โมเดล “ปราบพ่อค้ายา”

กรณีนี้คือข้ออ้างเดียวกับเวเนซุเอลาเป๊ะ: สหรัฐฯ บุกจับผู้นำ (นอริเอกา) โดยอ้างข้อหาค้ายาเสพติด

สิ่งที่สหรัฐฯ ทำ: บุกสายฟ้าแลบ จับตัวผู้นำไปขังคุกที่ไมอามี (เหมือนที่ขู่จะทำกับมาดูโร)

ความเป็นจริงของประชาชน:

ความตายที่ถูกซ่อน: แม้สงครามจะจบเร็ว แต่ย่านชุมชนแออัด (El Chorrillo) ถูกระเบิดไฟไหม้วอดวาย ประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก (ตัวเลขถูกปิดบัง แต่คาดว่าหลักพัน)

ผลระยะยาว: ปานามาถือเป็น “เคสที่รอด” คือเศรษฐกิจกลับมาโตได้ แต่ก็แลกมาด้วยการที่สหรัฐฯ เข้ามามีอิทธิพลเหนือคลองปานามาและนโยบายประเทศอย่างเบ็ดเสร็จอยู่พักใหญ่

  1. ละตินอเมริกา (ยุคสงครามเย็น): โมเดล “เปลี่ยนหลังบ้าน”

เช่น ชิลี, กัวเตมาลา, นิการากัว

สิ่งที่เกิดขึ้น: สหรัฐฯ มักจะโค่นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง (ถ้าผู้นำคนนั้นไม่เอาอเมริกา) แล้วเอา “เผด็จการทหาร” ของตัวเองขึ้นมาแทน

ผลกรรมของประชาชน: ต้องทนทุกข์อยู่ใต้ระบอบทหารที่อุ้มฆ่าประชาชน (Death Squads) เป็นสิบๆ ปี โดยที่สหรัฐฯ ทำเป็นมองไม่เห็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ตราบใดที่ผู้นำคนนั้นยังส่งผลประโยชน์ให้สหรัฐฯ

บทสรุป: ประชาชนได้อะไร?

ประวัติศาสตร์สอนว่า เมื่อสหรัฐฯ เข้าไป “ช่วย” ประเทศไหน:

ระยะสั้น: ผู้นำถูกโค่น กองทัพสหรัฐฯ ประกาศชัยชนะ

ระยะยาว: สหรัฐฯ มักจะถอนตัวออกไปเมื่อได้สิ่งที่ต้องการ (น้ำมัน/สัญญาการค้า) ทิ้งให้ประชาชนท้องถิ่นต้องสู้รบกันเองท่ามกลางซากปรักหักพัง (Power Vacuum)

สำหรับชาวเวเนซุเอลา หากเกิดสงครามขึ้นจริง พวกเขาอาจจะดีใจที่มาดูโรไป แต่สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือ “ความวุ่นวายของการแย่งชิงอำนาจ” และทรัพยากรน้ำมันที่จะไม่ได้ตกถึงท้องถิ่นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนเดิมครับ

https://www.facebook.com/merchantetrader
ขอบคุณจากเพจFacebookชื่อ ประสบการณ์ของพี่ทอมเองครับ